น้ำเข้ารถแบบไหนที่ต้องรีบจัดการ

น้ำเข้ารถมี 2 แบบที่เจอบ่อย แบบแรกคือฝนตกแล้วลืมปิดกระจก น้ำลงมาแค่บริเวณเบาะหรือพรมข้างประตู ปริมาณไม่มาก แบบนี้รีบซับออกทันทีก็ยังพอสู้ไหวด้วยตัวเอง แต่อีกแบบคือน้ำท่วมขังใต้รถแล้วไหลเข้าห้องโดยสาร พรมชั้นล่างโดนน้ำทั้งผืน บางทีน้ำขังลงไปใต้พรมถึงโฟมด้านล่าง โดยที่หน้าพรมยังแลดูแห้งหรือชื้นเล็กน้อย
อันตรายของแบบที่ 2 คือความชื้นซ่อนอยู่ลึก แค่กดมือลงบนพรมแล้วรู้สึกนุ่มผิดปกติหรือมีน้ำซึมขึ้นมาเล็กน้อย นั่นแปลว่าโฟมรองพรมข้างล่างดูดน้ำไว้เต็มแล้ว ถ้าปล่อยทิ้งไว้เกิน 24-48 ชั่วโมงจะเริ่มมีกลิ่นอับ และถ้าเลย 72 ชั่วโมงโอกาสที่เชื้อราจะขึ้นมีสูงมาก
อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมก่อนเริ่มลงมือ
ก่อนจะเริ่มทำความสะอาด ต้องเตรียมของให้ครบก่อน ดังนี้
- ผ้าไมโครไฟเบอร์หรือผ้าขนหนูเก่า อย่างน้อย 4-5 ผืน
- เครื่องดูดฝุ่นที่ดูดน้ำได้ (wet & dry vacuum) — ถ้าไม่มีให้ใช้ฟองน้ำอัดน้ำออกแทนได้
- พัดลมตั้งโต๊ะหรือเครื่องเป่าลมร้อน (hair dryer แบบมีหัวแคบยิ่งดี)
- น้ำยาดับกลิ่น enzymatic หรือน้ำส้มสายชูขาวเจือจาง (1 ส่วนน้ำส้มสายชู ต่อ 3 ส่วนน้ำ)
- เบกกิ้งโซดา 1 กล่อง
วิธีซับและดูดน้ำออกจากพรมรถ
ขั้นตอนแรกคือนำน้ำออกให้ได้มากที่สุดก่อน อย่าเพิ่งรีบพ่นน้ำยาหรือทำอะไรเพิ่มเติมเพราะจะยิ่งเพิ่มความชื้นเข้าไปอีก ถ้ามีเครื่องดูดน้ำ ให้ดูดบริเวณที่เปียกช้าๆ กดหัวดูดลงไปแนบกับพรมแล้วเดินหน้าช้าๆ ทำซ้ำอย่างน้อย 2-3 รอบ หรือให้แห้งที่สุด
ถ้าไม่มีเครื่องดูดน้ำ ให้เอาผ้าขนหนูวางทับแล้วใช้เข่ากดทับนิ่งๆ ค้างไว้ประมาณ 30 วินาทีต่อจุด ผ้าจะดูดน้ำขึ้นมา เปลี่ยนผ้าแล้วทำซ้ำจนผ้าแทบไม่ดูดน้ำแล้ว ห้ามขัดหรือถูพรมไปมาตอนนี้เพราะจะดันน้ำซึมลึกลงไปอีก
จากนั้นถ้าพรมเป็นชิ้นที่ถอดได้ ให้ถอดออกมาตั้งพิงกำแพงหรือแขวนให้น้ำไหลออกเองก่อน แล้วค่อยดูดน้ำออกจากพื้นรถที่อยู่ข้างใต้อีกรอบ เพราะโฟมรองพื้นรถดูดน้ำได้ปริมาณมากโดยที่เราอาจไม่รู้ตัว
เป่าแห้งให้ถูกวิธี ไม่ใช่แค่เปิดหน้าต่าง

หลายคนคิดว่าเปิดประตูรถทิ้งไว้แดดออกก็พอ แต่ถ้าอากาศชื้นอุณหภูมิภายนอกไม่พอจะระเหยความชื้นออกจากโฟมรองพื้นได้ทัน วิธีที่ได้ผลจริงคือต้องให้ลมไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา
โดยตั้งพัดลมหันเข้าไปในรถ เปิดประตูหรือหน้าต่างอีกด้านให้ลมทะลุออกได้ ถ้ามีสองพัดลมยิ่งดี ตัวนึงเป่าเข้า ตัวนึงดูดออก ทำแบบนี้อย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง ถ้าเป็นไปได้ทิ้งไว้ข้ามคืนด้วย hair dryer เป่าในจุดเล็กๆ เช่น ขอบรอยต่อหรือมุมประตู แต่ต้องระวังอย่าให้หัวเป่าชิดพรมมาก อย่างน้อย 15-20 เซนติเมตร ไม่งั้นสีพรมอาจซีดหรือโฟมข้างล่างอาจเสียรูปได้
ดับกลิ่นอับหลังพรมแห้ง
ถ้าทำได้ทันภายใน 24 ชั่วโมงและพรมแห้งสนิทแล้วอาจยังไม่มีกลิ่น แต่ถ้าทิ้งไว้นานกว่านั้น กลิ่นอับมักมาจากเชื้อราและแบคทีเรียที่เติบโตในพรมและโฟมรอง ต้องจัดการที่ต้นเหตุ ไม่ใช่แค่ฉีดสเปรย์น้ำหอมทับ
วิธีที่ทำเองได้ทันทีคือ โรยเบกกิงโซดาบนพรมให้ทั่ว แล้วทิ้งไว้ 30-60 นาที เบกกิงโซดาจะดูดซับกลิ่นออกมาได้ระดับหนึ่ง จากนั้นดูดออกด้วยเครื่องดูดฝุ่น ถ้ากลิ่นยังอยู่ให้ลองสเปรย์น้ำส้มสายชูเจือจาง 1:3 พ่นให้เปียกเล็กน้อยแล้วเป่าแห้งทันที อย่าให้พรมเปียกชุ่มอีกรอบ
หรือใช้น้ำยา enzymatic ที่หาซื้อได้ตามร้านสัตว์เลี้ยงหรือออนไลน์ก็จะยิ่งผลดี เพราะเอนไซม์ในน้ำยาย่อยสลายโปรตีนของแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุกลิ่นโดยตรง พ่นแล้วทิ้งไว้ 10-15 นาทีแล้วปล่อยให้แห้งเอง ไม่ต้องเช็ดออก
ซัก เบาะ รถยนต์ พร้อมกันเลยดีไหม
ถ้าน้ำที่เข้ามาเป็นน้ำฝนสะอาด เบาะที่ไม่ได้โดนน้ำโดยตรงอาจยังไม่จำเป็นต้องซัก แต่ถ้าน้ำที่เข้ามาเป็นน้ำท่วมหรือน้ำที่มีตะกอนและกลิ่น เบาะเริ่มมีกลิ่น หรือเบาะที่เปียกชุ่มจากน้ำกระเด็น การซักเบาะรถยนต์พร้อมกับจัดการพรมจะคุ้มกว่ามาก เพราะทำทีเดียวจบ ไม่ต้องรื้อรถสองรอบ
เบาะผ้าที่โดนน้ำมากหรือมีกลิ่นแล้ว การทำความสะอาดเองอาจไม่พอ เพราะน้ำยาที่ใช้ในบ้านมักทำความสะอาดแค่ผิวหน้า ไม่ถึงชั้นฟองน้ำด้านใน ช่างที่มีเครื่อง steam หรือเครื่องดูดน้ำแรงดันสูงถึงจะดึงสิ่งสกปรกออกได้ลึก แล้วเป่าแห้งได้รวดเร็วกว่า ลดความเสี่ยงเชื้อราในเบาะ
| สถานการณ์ | ทำเองได้ไหม | คำแนะนำ |
|---|---|---|
| น้ำฝนกระเด็นเข้าเล็กน้อย | ได้ | ซับ เป่าแห้ง โรยเบกกิ้งโซดา |
| พรมเปียกชุ่มทั้งผืน | ยาก | ถอดพรม เป่าแห้งนาน 1-2 วัน พิจารณาเรียกช่าง |
| น้ำท่วมขัง เบาะโดนด้วย | ไม่แนะนำ | เรียกช่างซักเบาะและพรมพร้อมกัน |
| กลิ่นอับมีแล้วเกิน 3 วัน | ได้บางส่วน | น้ำยา enzymatic + เรียกช่างถ้ากลิ่นไม่หาย |
เมื่อไหรควรโทรหาช่าง ไม่ต้องฝืนทำเอง
มีสัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาต้องโทรหาช่างแล้วคือ ถ้าพรมแห้งแล้วแต่กลิ่นยังอยู่หลังลองดับกลิ่นเองสองสามครั้ง หรือถ้ากดพรมแล้วยังรู้สึกชื้นอยู่หลังเป่าแห้งไปสองวัน หรือถ้าเห็นจุดดำๆ หรือสีเทาขึ้นใต้พรมหรือขอบซีลประตู นั่นคือเชื้อราขึ้นแล้ว ทำเองไม่ทันแล้ว
ช่าง Hurryclean ลงพื้นที่จัดการปัญหานี้บ่อยมาก ทั้งกรณีซักเบาะรถยนต์ ดูดน้ำออกจากพรม และดับกลิ่นอับหลังน้ำเข้า ถ้าเจอสถานการณ์ที่ทำเองแล้วยังไม่หาย หรืออยากให้จบในวันเดียว สอบถามได้ที่ LINE @hurryclean
