หลายคนอาจมองข้ามเรื่องการซักผ้าม่าน ทั้งที่จริงแล้วผ้าม่านเป็นตัวสะสมฝุ่น ไรฝุ่น เชื้อรา และสารก่อภูมิแพ้มากที่สุดในบ้านวันนี้ เราจะไปเรียนรู้วิธีซักผ้าม่านด้วยตัวเองแต่ละประเภทแบบละเอียด พร้อมราคาบริการซักผ้าม่าน และเคล็ดลับดูแลผ้าม่านให้สะอาดยาวนาน
รู้ไหมคะ? ผ้าม่านของเราสกปรกกว่าที่คิด!

ผ้าม่านแขวนอยู่ทุกวัน โดนแสงแดด ฝุ่น มลพิษ และความชื้นตลอดเวลาเลยค่ะ ถ้าปล่อยไว้นานๆ ไม่ซัก จะเกิดปัญหาเหล่านี้
- ฝุ่นและไรฝุ่นสะสม ผ้าม่านเป็นแหล่งสะสมฝุ่นและไรฝุ่นชั้นดี โดยเฉพาะม่านผ้าหนาที่เนื้อผ้าซับซ้อน ฝุ่นจะฝังลึกในเนื้อผ้า ทำให้อากาศในห้องไม่สะอาด ส่งผลต่อระบบหายใจ โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ
- สารก่อภูมิแพ้และเชื้อโรค ม่านที่ไม่ได้ซักนานๆ จะสะสมสารก่อภูมิแพ้เยอะมาก ทั้งละอองเกสร ขนสัตว์เลี้ยง และมูลไรฝุ่น เป็นสาเหตุที่ทำให้จาม คัดจมูก และเป็นภูมิแพ้ได้
- เชื้อราและกลิ่นอับ ความชื้นในอากาศ โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน ทำให้ผ้าม่านเกิดเชื้อราได้ง่ายมาก เชื้อราไม่ใช่แค่ทำให้ม่านมีกลิ่นอับ แต่ยังอันตรายต่อสุขภาพด้วย โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาระบบหายใจ
- ผ้าม่านเหลืองและสีซีด แสง UV จะทำให้ม่านเหลืองและสีซีดลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะม่านสีขาวหรือสีอ่อน ยิ่งปล่อยนานยิ่งยากที่จะกลับมาสวยเหมือนเดิม ซักม่านเป็นประจำจะช่วยชะลอการเสื่อมสภาพได้
วิธีซักผ้าม่านด้วยตัวเอง แต่ละประเภททำไม่เหมือนกันนะคะ
ม่านแต่ละประเภทต้องซักต่างกัน ถ้าใช้วิธีไม่เหมาะสมอาจทำให้ม่านเสียหายได้ มาดูวิธีซักม่านแต่ละชนิดกันเลย
1. ม่านทึบแสง (Blackout Curtain)

ม่านทึบแสงมีชั้นเคลือบด้านหลังเพื่อกันแสง ต้องระวังเป็นพิเศษเลย ถ้าซักผิดวิธีเคลือบจะหลุดลอกได้
ขั้นตอนการซัก :
- ถอดม่านลงจากราง ถอดตะขอและอุปกรณ์โลหะออกให้หมดเพื่อป้องกันสนิม
- สลัดฝุ่นออกเบาๆ หรือใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดฝุ่นที่เนื้อผ้าก่อน
- แช่ในน้ำเย็นผสมน้ำยาซักผ้าชนิดอ่อน (ห้ามใช้น้ำร้อน) แช่ไม่เกิน 15-20 นาที
- ขยี้เบาๆ บริเวณที่มีคราบ ห้ามขยี้แรงหรือถูส่วนที่เคลือบด้านหลัง
- ล้างน้ำสะอาดอย่างน้อย 2 ครั้ง จนไม่มีฟองน้ำยาซักผ้าเหลือ
- ไม่ต้องบิด ปล่อยให้น้ำหยดออกเอง แล้วตากในที่ร่มไม่โดนแดดโดยตรง
- หรือแขวนกลับบนรางผ้าม่านเลยเพื่อให้ผ้าม่านตึงตัวและแห้งเอง
2. ม่านโปร่ง (Sheer / Voile Curtain)
ม่านโปร่งซักเองง่ายที่สุด แต่ต้องระวังเรื่องฉีกขาดเพราะเนื้อผ้าบาง แถมมักเหลืองง่ายจากแดดและฝุ่นด้วย
ขั้นตอนการซัก :
- ถอดม่านลงอย่างเบามือ เพราะเนื้อผ้าบางอาจฉีกขาดได้
- แช่ในน้ำอุ่น (ไม่เกิน 30 องศา) ผสมน้ำยาซักผ้าอ่อนๆ ประมาณ 30 นาที
- สำหรับม่านที่เหลือง ให้เพิ่มเบกกิ้งโซดา 2 ช้อนโต๊ะ ผสมลงไปในน้ำแช่ จะช่วยให้ผ้ากลับมาขาวขึ้น
- ขยี้เบาๆ ไม่ต้องถูแรง เน้นบริเวณที่มีคราบ
- ล้างน้ำสะอาด 2-3 ครั้ง
- สามารถซักเครื่องได้ โดยใส่ถุงซักผ้า ตั้งโหมดซักเบา (Delicate) น้ำเย็น และงดการปั่นแห้ง
- แขวนตากในที่ร่ม หรือแขวนกลับบนรางม่านเลยจะช่วยให้ผ้าม่านตึงสวย
3. ม่านจีบ (Pleated Curtain)
ม่านจีบเป็นม่านยอดนิยมในบ้านเลย มีทั้งแบบจีบหน้าแหลม จีบหน้าก้าน และแบบต่างๆ ซักต้องระวัง จะได้ไม่ทำให้จีบเสียทรง
ขั้นตอนการซัก :
- ถอดตะขอ ห่วง และอุปกรณ์ยึดทั้งหมดออก เก็บใส่ถุงเพื่อไม่ให้หาย
- พับผ้าม่านตามแนวจีบให้เรียบร้อย ม้วนหรือพับเป็นสี่เหลี่ยมตามรอยจีบ
- แช่ในน้ำเย็นหรืออุ่นเล็กน้อย ผสมน้ำยาซักผ้าอ่อน แช่ประมาณ 20-30 นาที
- กดเบาๆ ให้น้ำยาซึมผ่านเนื้อผ้า ห้ามขยี้แรง เพราะจะทำให้จีบเสียทรง
- ล้างน้ำสะอาดจนหมดน้ำยา โดยกดผ้าเบาๆ ไม่ต้องบิด
- แขวนกลับบนรางม่านทันทีขณะยังเปียก น้ำหนักของน้ำจะช่วยดึงให้จีบตึงสวยเหมือนเดิม
ราคาซักผ้าม่าน
ราคาซักม่านจะต่างกันตามประเภท ขนาด และวิธีซัก (ถอดหรือไม่ถอด) ค่ะ มาดูตารางราคาโดยประมาณกัน
ราคาซักผ้าม่านตามประเภท (ต่อตารางเมตร)
| ประเภทผ้าม่าน | ราคาซักแบบถอด (ต่อ ตร.ม.) | ราคาซักแบบไม่ถอด (ต่อ ตร.ม.) |
|---|---|---|
| ม่านโปร่ง (Sheer) | 80 - 150 บาท | 100 - 180 บาท |
| ม่านทึบแสง (Blackout) | 120 - 200 บาท | 150 - 250 บาท |
| ม่านจีบ (Pleated) | 150 - 250 บาท | 180 - 300 บาท |
| ม่านกันน้ำ / ม่านห้องน้ำ | 60 - 100 บาท | - |
| ม่านลูกไม้ / ม่านปัก | 180 - 300 บาท | 200 - 350 บาท |
เปรียบเทียบค่าใช้จ่าย : ซักเอง vs จ้างมืออาชีพ
| รายการ | ซักเอง (DIY) | จ้างมืออาชีพ |
|---|---|---|
| ค่าน้ำยา | 50 - 200 บาท | รวมในราคาบริการ |
| ค่าซัก (ม่าน 10 ตร.ม.) | 0 - 200 บาท (ค่าน้ำ ไฟ) | 1,000 - 2,500 บาท |
| เวลาที่ใช้ | 3-5 ชั่วโมง + รอแห้ง | 1-2 ชั่วโมง ช่างดูแลให้ |
| ถอด-ติดตั้งม่าน | ต้องทำเอง (อาจยุ่งยาก) | รวมในบริการ (ถอดและติดให้) |
| ความเสี่ยง | อาจหด สีตก จีบเสียทรง | ต่ำ (มีประสบการณ์) |
| กำจัดไรฝุ่น/เชื้อรา | ทำได้จำกัด | กำจัดได้ 99%+ ด้วยไอน้ำร้อน |
| กลิ่นอับ | กลบได้ชั่วคราว | กำจัดจากต้นเหตุ |
ซักม่านแบบถอด vs ไม่ถอด เลือกแบบไหนดี?

จะเลือกซักแบบถอดหรือไม่ถอดก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียต่างกัน
ซักแบบถอดม่านลง
- ✓ ทำความสะอาดได้ทั่วถึงทั้งผืน ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
- ✓ กำจัดคราบฝังลึก กลิ่นอับ และเชื้อราได้ดีกว่า
- ✓ สามารถแช่น้ำยาเพื่อขจัดคราบเหลืองได้
- ✗ ต้องถอดและติดตั้งกลับ อาจยุ่งยากกับม่านบานใหญ่
- ✗ ใช้เวลามากกว่า ต้องรอแห้งก่อนแขวนกลับ
ซักแบบไม่ถอด (Steam Cleaning)
- ✓ สะดวก ไม่ต้องถอดม่าน ประหยัดเวลา
- ✓ เหมาะกับม่านบานใหญ่ที่ถอดยากหรือติดตั้งซับซ้อน
- ✓ ไอน้ำร้อนฆ่าเชื้อโรคและไรฝุ่นได้ดี
- ✗ ไม่สามารถแก้ปัญหาม่านเหลืองได้เต็มที่
เคล็ดลับดูแลผ้าม่านให้สะอาดอยู่นานๆ ค่ะ
นอกจากซักม่านเป็นประจำแล้ว ดูแลระหว่างวันอีกนิดก็ช่วยยืดอายุและลดความถี่ในการซักได้
- ดูดฝุ่นผ้าม่านเดือนละ 1-2 ครั้ง ใช้เครื่องดูดฝุ่นหัวแปรงนุ่มดูดเนื้อผ้าม่านเบาๆ ช่วยลดฝุ่นและไรฝุ่นได้เยอะมาก โดยดูดจากด้านบนลงมาด้านล่าง
- สะบัดฝุ่นผ้าม่านทุกสัปดาห์ จับขอบม่านสะบัดเบาๆ 2-3 ที ฝุ่นที่จับอยู่บนผิวผ้าจะหลุดออกได้ และควรเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทด้วย
- ระวังความชื้น ป้องกันเชื้อรา ควรเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทบ่อยๆ โดยเฉพาะห้องที่ชื้นเยอะอย่างห้องน้ำ ห้องครัว ถ้าม่านเปียกน้ำต้องรีบทำให้แห้ง ป้องกันเชื้อรา
- จัดการคราบทันทีที่เกิด ถ้ามีคราบเปื้อนบนม่าน ซับออกทันทีด้วยผ้าชุบน้ำ อย่าถูแรง คราบจะกระจาย ใช้น้ำยาซักผ้าเจือจางแตะเบาๆ แล้วซับด้วยผ้าแห้งอีกที
- หลีกเลี่ยงแสงแดดจัดโดยตรง แสง UV ทำให้ม่านเหลืองและเสื่อมเร็ว ม่านโปร่งด้านหน้าอาจใช้ม่านทึบแสงด้านนอกช่วยกรองแสงอีกชั้น จะช่วยยืดอายุม่านทึบด้านในได้
- ซักผ้าม่านทุก 6-12 เดือน ไม่ต้องรอให้ม่านสกปรกจนเห็นชัด ซักตามกำหนดจะช่วยให้ม่านสะอาดอยู่เสมอ ลดฝุ่น ไรฝุ่น และสารก่อภูมิแพ้ได้ดี
ให้ Hurryclean ดูแลผ้าม่าน
Hurryclean ให้บริการซักผ้าม่านถึงบ้านทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑลเลย ด้วยทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์ สอบถามราคาและนัดหมายได้ทาง LINE : @hurryclean
