
หลายคนอาจมองข้ามเรื่องการซักผ้าม่านค่ะ ทั้งที่จริงแล้วผ้าม่านเป็นตัวสะสมฝุ่น ไรฝุ่น เชื้อรา และสารก่อภูมิแพ้มากที่สุดในบ้านเลยนะคะ วันนี้ Hurryclean จะพาไปเรียนรู้วิธีซักผ้าม่านด้วยตัวเองแต่ละประเภทแบบละเอียด พร้อมราคาบริการซักผ้าม่านปี 2568 และเคล็ดลับดูแลผ้าม่านให้สะอาดยาวนาน ลองมาดูกันเลยค่ะ
รู้ไหมคะ? ผ้าม่านของเราสกปรกกว่าที่คิด!

ผ้าม่านแขวนอยู่ทุกวัน โดนแสงแดด ฝุ่น มลพิษ และความชื้นตลอดเวลาเลยค่ะ ถ้าปล่อยไว้นานๆ ไม่ซัก จะเกิดปัญหาเหล่านี้นะคะ
ฝุ่นและไรฝุ่นสะสม
ผ้าม่านเป็นแหล่งสะสมฝุ่นและไรฝุ่นชั้นดีเลยค่ะ โดยเฉพาะม่านผ้าหนาที่เนื้อผ้าซับซ้อน ฝุ่นจะฝังลึกในเนื้อผ้า ทำให้อากาศในห้องไม่สะอาด ส่งผลต่อระบบหายใจ โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุนะคะ
สารก่อภูมิแพ้และเชื้อโรค
ม่านที่ไม่ได้ซักนานๆ จะสะสมสารก่อภูมิแพ้เยอะมากค่ะ ทั้งละอองเกสร ขนสัตว์เลี้ยง และมูลไรฝุ่น เป็นสาเหตุที่ทำให้จาม คัดจมูก และเป็นภูมิแพ้ได้เลยนะคะ
เชื้อราและกลิ่นอับ
ความชื้นในอากาศ โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน ทำให้ผ้าม่านเกิดเชื้อราได้ง่ายมากค่ะ เชื้อราไม่ใช่แค่ทำให้ม่านมีกลิ่นอับ แต่ยังอันตรายต่อสุขภาพด้วยนะคะ โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาระบบหายใจค่ะ
ผ้าม่านเหลืองและสีซีด
แสง UV จะทำให้ม่านเหลืองและสีซีดลงเรื่อยๆ ค่ะ โดยเฉพาะม่านสีขาวหรือสีอ่อน ยิ่งปล่อยนานยิ่งยากที่จะกลับมาสวยเหมือนเดิมนะคะ ซักม่านเป็นประจำจะช่วยชะลอการเสื่อมสภาพได้ค่ะ
วิธีซักผ้าม่านด้วยตัวเอง แต่ละประเภททำไม่เหมือนกันนะคะ
ม่านแต่ละประเภทต้องซักต่างกันค่ะ ถ้าใช้วิธีไม่เหมาะสมอาจทำให้ม่านเสียหายได้นะคะ มาดูวิธีซักม่านแต่ละชนิดกันเลยค่ะ
1. ม่านทึบแสง (Blackout Curtain)

ม่านทึบแสงมีชั้นเคลือบด้านหลังเพื่อกันแสงค่ะ ต้องระวังเป็นพิเศษเลยนะคะ ถ้าซักผิดวิธีเคลือบจะหลุดลอกได้
ขั้นตอนการซัก:
- ถอดม่านลงจากราง ถอดตะขอและอุปกรณ์โลหะออกให้หมดเพื่อป้องกันสนิม
- สลัดฝุ่นออกเบาๆ หรือใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดฝุ่นที่เนื้อผ้าก่อน
- แช่ในน้ำเย็นผสมน้ำยาซักผ้าชนิดอ่อน (ห้ามใช้น้ำร้อน) แช่ไม่เกิน 15-20 นาที
- ขยี้เบาๆ บริเวณที่มีคราบ ห้ามขยี้แรงหรือถูส่วนที่เคลือบด้านหลัง
- ล้างน้ำสะอาดอย่างน้อย 2 ครั้ง จนไม่มีฟองน้ำยาซักผ้าเหลือ
- ไม่ต้องบิด ปล่อยให้น้ำหยดออกเอง แล้วตากในที่ร่มไม่โดนแดดโดยตรง
- หรือแขวนกลับบนรางผ้าม่านเลยเพื่อให้ผ้าม่านตึงตัวและแห้งเอง
ข้อควรระวังค่ะ: ห้ามซักเครื่อง ห้ามใช้น้ำยาฟอกขาว ห้ามรีดด้วยเตารีดร้อนจัดเด็ดขาดนะคะ เพราะชั้นเคลือบกันแสงจะเสียหายถาวรเลยค่ะ
2. ม่านโปร่ง (Sheer / Voile Curtain)
ม่านโปร่งซักเองง่ายที่สุดเลยค่ะ แต่ต้องระวังเรื่องฉีกขาดเพราะเนื้อผ้าบางนะคะ แถมมักเหลืองง่ายจากแดดและฝุ่นด้วยค่ะ
ขั้นตอนการซัก:
- ถอดม่านลงอย่างเบามือ เพราะเนื้อผ้าบางอาจฉีกขาดได้
- แช่ในน้ำอุ่น (ไม่เกิน 30 องศา) ผสมน้ำยาซักผ้าอ่อนๆ ประมาณ 30 นาที
- สำหรับม่านที่เหลือง ให้เพิ่มเบกกิ้งโซดา 2 ช้อนโต๊ะ ผสมลงไปในน้ำแช่ จะช่วยให้ผ้ากลับมาขาวขึ้น
- ขยี้เบาๆ ไม่ต้องถูแรง เน้นบริเวณที่มีคราบ
- ล้างน้ำสะอาด 2-3 ครั้ง
- สามารถซักเครื่องได้ โดยใส่ถุงซักผ้า ตั้งโหมดซักเบา (Delicate) น้ำเย็น และงดการปั่นแห้ง
- แขวนตากในที่ร่ม หรือแขวนกลับบนรางม่านเลยจะช่วยให้ผ้าม่านตึงสวย
เคล็ดลับแก้ม่านเหลืองค่ะ: แช่น้ำผสมน้ำส้มสายชู 1 ถ้วยตวง + เบกกิ้งโซดา 2 ช้อนโต๊ะ ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง แล้วค่อยซักตามปกตินะคะ ม่านจะกลับมาขาวสะอาดขึ้นเลยค่ะ
3. ม่านจีบ (Pleated Curtain)
ม่านจีบเป็นม่านยอดนิยมในบ้านเลยค่ะ มีทั้งแบบจีบหน้าแหลม จีบหน้าก้าน และแบบต่างๆ ซักต้องระวังหน่อยนะคะ จะได้ไม่ทำให้จีบเสียทรง
ขั้นตอนการซัก:
- ถอดตะขอ ห่วง และอุปกรณ์ยึดทั้งหมดออก เก็บใส่ถุงเพื่อไม่ให้หาย
- พับผ้าม่านตามแนวจีบให้เรียบร้อย ม้วนหรือพับเป็นสี่เหลี่ยมตามรอยจีบ
- แช่ในน้ำเย็นหรืออุ่นเล็กน้อย ผสมน้ำยาซักผ้าอ่อน แช่ประมาณ 20-30 นาที
- กดเบาๆ ให้น้ำยาซึมผ่านเนื้อผ้า ห้ามขยี้แรง เพราะจะทำให้จีบเสียทรง
- ล้างน้ำสะอาดจนหมดน้ำยา โดยกดผ้าเบาๆ ไม่ต้องบิด
- แขวนกลับบนรางม่านทันทีขณะยังเปียก น้ำหนักของน้ำจะช่วยดึงให้จีบตึงสวยเหมือนเดิม
ระวังนะคะ: ห้ามปั่นแห้ง ห้ามบิดเด็ดขาดค่ะ จีบจะเสียทรงแล้วกลับมาเหมือนเดิมยากมากเลย ถ้าม่านจีบทำจากผ้าที่หดง่าย ส่งซักแห้งจะปลอดภัยกว่านะคะ
ราคาซักผ้าม่าน 2568 อัปเดตล่าสุดค่ะ
ราคาซักม่านจะต่างกันตามประเภท ขนาด และวิธีซัก (ถอดหรือไม่ถอด) ค่ะ มาดูตารางราคาโดยประมาณกันนะคะ
ราคาซักผ้าม่านตามประเภท (ต่อตารางเมตร)
| ประเภทผ้าม่าน | ราคาซักแบบถอด (ต่อ ตร.ม.) | ราคาซักแบบไม่ถอด (ต่อ ตร.ม.) |
|---|---|---|
| ม่านโปร่ง (Sheer) | 80 - 150 บาท | 100 - 180 บาท |
| ม่านทึบแสง (Blackout) | 120 - 200 บาท | 150 - 250 บาท |
| ม่านจีบ (Pleated) | 150 - 250 บาท | 180 - 300 บาท |
| ม่านกันน้ำ / ม่านห้องน้ำ | 60 - 100 บาท | - |
| ม่านลูกไม้ / ม่านปัก | 180 - 300 บาท | 200 - 350 บาท |
เปรียบเทียบค่าใช้จ่าย: ซักเอง vs จ้างมืออาชีพ
| รายการ | ซักเอง (DIY) | จ้างมืออาชีพ |
|---|---|---|
| ค่าน้ำยา | 50 - 200 บาท | รวมในราคาบริการ |
| ค่าซัก (ม่าน 10 ตร.ม.) | 0 - 200 บาท (ค่าน้ำ ไฟ) | 1,000 - 2,500 บาท |
| เวลาที่ใช้ | 3-5 ชั่วโมง + รอแห้ง | 1-2 ชั่วโมง ช่างดูแลให้ |
| ถอด-ติดตั้งม่าน | ต้องทำเอง (อาจยุ่งยาก) | รวมในบริการ (ถอดและติดให้) |
| ความเสี่ยง | อาจหด สีตก จีบเสียทรง | ต่ำ (มีประสบการณ์) |
| กำจัดไรฝุ่น/เชื้อรา | ทำได้จำกัด | กำจัดได้ 99%+ ด้วยไอน้ำร้อน |
| กลิ่นอับ | กลบได้ชั่วคราว | กำจัดจากต้นเหตุ |
สรุปง่ายๆ ค่ะ: ซักเองเหมาะกับม่านโปร่งบางๆ ที่ไม่สกปรกมากนะคะ แต่ถ้าเป็นม่านทึบแสง ม่านจีบ ม่านที่ใช้นานไม่เคยซัก หรือม่านที่มีกลิ่นอับ เชื้อรา จ้างมืออาชีพจะคุ้มกว่าค่ะ เพราะลดความเสี่ยงม่านเสียหาย แถมทำความสะอาดได้ลึกกว่ามากเลยนะคะ
ซักม่านแบบถอด vs ไม่ถอด เลือกแบบไหนดีนะ?

จะเลือกซักแบบถอดหรือไม่ถอดก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยค่ะ แต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียต่างกัน ลองดูกันนะคะ
ซักแบบถอดม่านลง
ทำความสะอาดได้ทั่วถึงทั้งผืน ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
กำจัดคราบฝังลึก กลิ่นอับ และเชื้อราได้ดีกว่า
สามารถแช่น้ำยาเพื่อขจัดคราบเหลืองได้
ต้องถอดและติดตั้งกลับ อาจยุ่งยากกับม่านบานใหญ่
ใช้เวลามากกว่า ต้องรอแห้งก่อนแขวนกลับ
ซักแบบไม่ถอด (Steam Cleaning)
สะดวก ไม่ต้องถอดม่าน ประหยัดเวลา
เหมาะกับม่านบานใหญ่ที่ถอดยากหรือติดตั้งซับซ้อน
ไอน้ำร้อนฆ่าเชื้อโรคและไรฝุ่นได้ดี
ไม่เหมาะกับม่านที่สกปรกมากหรือมีคราบฝังลึก
ไม่สามารถแก้ปัญหาม่านเหลืองได้เต็มที่
แนะนำค่ะ: ถ้าม่านไม่ได้สกปรกมากและอยากดูแลเป็นประจำ ซักแบบไม่ถอดด้วยไอน้ำเหมาะมากเลยค่ะ แต่ถ้าม่านใช้นานไม่เคยซัก มีกลิ่นอับ หรือเหลืองมาก ถอดลงมาซักจะสะอาดกว่านะคะ หรือดีที่สุดคือสลับกัน ซักแบบไม่ถอดทุก 3-6 เดือน และถอดซักลึกทุก 1-2 ปีค่ะ
เคล็ดลับดูแลผ้าม่านให้สะอาดอยู่นานๆ ค่ะ
นอกจากซักม่านเป็นประจำแล้ว ดูแลระหว่างวันอีกนิดก็ช่วยยืดอายุและลดความถี่ในการซักได้ดีเลยนะคะ
ดูดฝุ่นผ้าม่านเดือนละ 1-2 ครั้ง
ใช้เครื่องดูดฝุ่นหัวแปรงนุ่มดูดเนื้อผ้าม่านเบาๆ ค่ะ ช่วยลดฝุ่นและไรฝุ่นได้เยอะเลยนะคะ ดูดจากด้านบนลงมาด้านล่างนะคะ
สะบัดฝุ่นผ้าม่านทุกสัปดาห์
จับขอบม่านสะบัดเบาๆ 2-3 ที ค่ะ ฝุ่นที่จับอยู่บนผิวผ้าจะหลุดออกได้ เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทด้วยนะคะ
ระวังความชื้น ป้องกันเชื้อรา
เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทบ่อยๆ นะคะ โดยเฉพาะห้องที่ชื้นเยอะอย่างห้องน้ำ ห้องครัว ถ้าม่านเปียกน้ำต้องรีบทำให้แห้งนะคะ กันเชื้อราค่ะ
จัดการคราบทันทีที่เกิด
ถ้ามีคราบเปื้อนบนม่าน ซับออกทันทีด้วยผ้าชุบน้ำนะคะ อย่าถูแรง คราบจะกระจายค่ะ ใช้น้ำยาซักผ้าเจือจางแตะเบาๆ แล้วซับด้วยผ้าแห้งอีกทีค่ะ
หลีกเลี่ยงแสงแดดจัดโดยตรง
แสง UV ทำให้ม่านเหลืองและเสื่อมเร็วค่ะ ม่านโปร่งด้านหน้าอาจใช้ม่านทึบแสงด้านนอกช่วยกรองแสงอีกชั้น จะช่วยยืดอายุม่านโปร่งได้นะคะ
ซักผ้าม่านทุก 6-12 เดือน
ไม่ต้องรอให้ม่านสกปรกจนเห็นชัดนะคะ ซักตามกำหนดจะช่วยให้ม่านสะอาดอยู่เสมอ ลดฝุ่น ไรฝุ่น และสารก่อภูมิแพ้ได้ดีเลยค่ะ
คำถามยอดฮิตเรื่องซักผ้าม่าน
ซักผ้าม่านในเครื่องซักผ้าได้ไหม?
ได้ค่ะ สำหรับม่านโปร่งบางๆ ใส่ถุงซักผ้า ตั้งโหมดซักเบา น้ำเย็น และงดปั่นแห้งนะคะ แต่ม่านทึบแสงกับม่านจีบ ไม่แนะนำซักเครื่องค่ะ เคลือบอาจหลุดหรือจีบเสียทรงได้
ผ้าม่านเหลืองแก้ยังไง?
แช่ในน้ำผสมเบกกิ้งโซดา 2 ช้อนโต๊ะ + น้ำส้มสายชู 1 ถ้วยตวง ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง แล้วซักตามปกติค่ะ ถ้าเหลืองมากๆ ลองใช้ Oxygen Bleach (สารฟอกขาวชนิดออกซิเจน) แทนน้ำยาฟอกขาวธรรมดานะคะ อ่อนโยนกว่าและไม่ทำลายเนื้อผ้าค่ะ
ผ้าม่านมีกลิ่นอับทำอย่างไร?
กลิ่นอับเกิดจากความชื้นและเชื้อราค่ะ แก้เฉพาะหน้าก็ใช้สเปรย์ ดับกลิ่นพ่นที่ม่านได้นะคะ แต่แก้ที่ต้นเหตุต้องซักม่าน ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เปิดหน้าต่างระบายอากาศ และแก้ปัญหาความชื้นในห้องด้วยค่ะ ถ้ากลิ่นเรื้อรังแนะนำให้ใช้บริการซักม่านแบบ Steam Cleaning เลยนะคะ
ซักผ้าม่านแล้วหดตัวทำอย่างไร?
ม่านหดมักเกิดจากใช้น้ำร้อนเกินไปหรือปั่นแห้งค่ะ ป้องกันได้ด้วยการซักน้ำเย็นหรืออุ่นเล็กน้อยเท่านั้นนะคะ ไม่บิด ไม่ปั่นแห้ง แล้วแขวนตากตอนยังเปียก ถ้าม่านหดไปแล้วแก้ยากมากค่ะ ส่งร้านซักแห้งมืออาชีพเพื่อยืดผ้ากลับจะดีที่สุดนะคะ
